พนักงาน JIG & DIE อาชีพทางเลือกที่น่าสนใจ

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับ JIG & DIE  ก่อนว่าความหมาย 2 คำนี้คืออะไร คำแรก JIG หมายถึง อุปกรณ์จับยึดและอุปกรณ์กำหนดตำแหน่ง เป็นการใช้อุปกรณ์ที่ออกแบบเพื่อการทำงานใดงานหนึ่งโดยเฉพาะ ในการจับยึดชิ้นงาน และ DIE คือ แม่พิมพ์ที่ใช้ในการผลิตชิ้นส่วนหรือผลิตภัณฑ์โลหะแม่พิมพ์โลหะ

ดังนั้น พนักงาน JIG & DIE นั้นก็หมายถึง บุคลากร หรือพนักงานที่ทำหน้าที่จะคอยจับยึดชิ้นงานแม่พิมพ์ให้ได้ตามแบบที่งานที่ต้องการ งานประเภทนี้ต้องใช้ความเที่ยงตรงสูง ไม่งั้นงานที่ออกมาอาจบิดเบี้ยว และเสียหายได้ เพราะว่าการทำแม่พิมพ์ในแต่ละครั้งนั้นต้องใช้ทุนในการผลิตที่ค่อนข้างสูง หากพนักงาน JIG & DIE ทำงานที่ออกมาไม่ดีอาจจะส่งผลต่อการขาดทุนของบริษัทได้

วัตถุประสงค์และ ประโยชน์ของ JIG

1.ช่วยลดเวลาการทำงานบางอย่าง หรือยกเลิกการทำงานบางอย่างไปได้ เช่น การวัดตำแหน่ง การมาร์คระบุตำแหน่ง ยิ่งเมื่อชิ้นงานมีจำนวนมาก การทำงานซ้ำๆ ก็จะมากขึ้นตาม ดังนั้นการใช้ JIG จะลดงานทำซ้ำนี้ลงไปได้ และยังสามารถรักษาความถูกต้องของตำแหน่งการทำงานได้เหมือนๆ กันทุกชิ้น

2.ชิ้นงานและ เครื่องมือที่ใช้ทำงานจะตั้งอยู่ในตำแหน่งที่แน่นอน ส่งผลให้ขั้นตอนการหยิบจับชิ้นงาน ขั้นตอนการทำงาน สามารถปฏิบัติได้อย่างอย่างอัตโนมัติ หรือทำได้ในเวลาอันสั้น ดังนั้นจึงช่วยลดรอบเวลาในการทำงานได้

3.ลดความแปรปรวนในการผลิตแบบ Mass production ส่งผลถึงความคงที่ของคุณภาพงาน ส่งผลต่ออัตราของเสียก็จะลดต่ำลงไปด้วย

4.ช่วยลดเวลาในการผลิต เพิ่มกำลังการผลิต และยังสามารถช่วยให้ทำงานโดยใช้มากกว่าหนึ่งเครื่องมือบนชิ้นงานเดียวกันได้ เช่น JIG วางชิ้นงานสำหรับรมดำ อาจสามารถใช้วางชิ้นงานสำหรับชุบซิงค์ได้

5.สภาพการทำงาน เช่นความเร็ว , อัตราการป้อน และความลึก ของการตัด สามารถตั้งค่าให้สูงขึ้นได้ เนื่องมาจากความแข็งแกร่งของการจับยึดชิ้นงาน

DIE สามารถจำแนกออกเป็น 6 ประเภทได้ดังนี้

  1. แม่พิมพ์ตัดเฉือน (Shearing Die) ใช้ในการตัดแยกส่วนของแผ่นโลหะออกจากกัน การเรียกแม่พิมพ์ในกลุ่มนี้มักเรียกตามลักษณะของงานที่ต้องการ เช่น แม่พิมพ์ตัดแผ่นเหล่า (Blanking Die) แม่พิมพ์เจาะรู (Piercing Die) แม่พิมพ์ตัดขอบ (Trimming Die) แม่พิมพ์เจาะรูแบบต่อเนื่อง (Perforating Die) แม่พิมพ์บาก (Notching) แม่พิมพ์ตัดแยกส่วน (Parting Die) แม่พิมพ์ตัดซอย (Slitting Die) เป็นต้น
  2. แม่พิมพ์พับขึ้นรูป (Bending Die) แม่พิมพ์ในกลุ่มนี้ใช้สำหรับ ดัดหรือพับแผ่นโลหะ รูปแบบการพับมีหลายลักษณะ เช่น พับแบบแนวพับตรง (Straight Flange) พับแบบแนวพับโค้งเข้า (Stretch Flange) พับแบบแนวพับโค้งออก (Shrink Flange) พับแบบแนวพับที่มีทั้งโค้งเข้าและโค้งออกสลับกัน (Reverse Flange) พับแบบแนวพับต่อกัน (Jogged Flange) พับแบบม้วนขอบ (Curling Die)
  3. แม่พิมพ์ลากขึ้นรูปลึก (Deep Drawing Die) .ใช้สำหรับขึ้นรูปแผ่นโลหะให้เป็นรูปปถ้วย ซึ่งอาจจะเป็นถ้วยกลม เหลี่ยม หรือรูปทรงอื่นๆ
  4. แม่พิมพ์ลากขึ้นรูป (Drawing Die) หมายถึง แม่พิมพ์ที่ใช้ในการขึ้นรูปชิ้นงานให้มีรูปร่างโค้งเว้า (Contour) ที่ค่อนข้างลึก
  5. แม่พิมพ์ขึ้นรูป (Forming Die) หมายถึง แม่พิมพ์ที่ใช้ในการขึ้นรูปที่ไม่มีการจับยึดที่ขอบก่อนการขึ้นรูป แต่เป็นการจับยึดชิ้นงานเริ่มต้นตรงส่วนที่ประกบอยู่กับหน้าสัมผัสของพันช์ เรียกว่า Pressure Pad หรืออาจเรียกว่าเป็นแผ่นจับชิ้นงานก็ได้
  6. แม่พิมพ์เฉพาะงานอื่นๆ (Miscellaneous Die) เช่น แม่พิมพ์ปั๊มลาย (Embossing Die) แม่พิมพ์ปั๊มเหรียญ (Coining Die) แม่พิมพ์สำหรับลบรอยเยินหรือลบคม (Burnishing Die) แม่พิมพ์กดย้ำ (Restriking Die) แม่พิมพ์สำหรับปรับขนาด (Sizing Die) เป็นต้น

พนักงาน JIG & DIE นั้นมีความสำคัญต่อบริษัทแม่พิมพ์โลหะอยากมาก ในตลาดแรงงาน เพราะพนักงาน JIG & DIE ถือว่าเป็นขั้นตอนที่สำคัญอันหนึ่งของกระบวนการผลิต งาน Part Products เนื่องจากชิ้นงานที่ได้ และนำมาประกอบกันนั้นจะต้องได้ตาม Spec 100% ทุกชิ้นงาน ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีพนักงาน JIG & DIE ในการควบคุมดูแล

ช่างติดตั้งระบบคอมพิวเตอร์คืออะไร อยากเป็นช่างต้องเตรียมตัวอย่างไร

ปัจจุบันอุปกรณ์คอมพิวเตอร์มีพัฒนาการทางด้านเทคโนโลยี ที่ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วและนับวันผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์ จึงเป็นสิ่งจําเป็นในการปฏิบัติงานของสถานประกอบการ หรือโรงงานอุตสาหกรรมมากยิ่งขึ้น ทั้งในแง่ของการเพิ่มประสิทธิภาพในด้านของการบริหารจัดการการตรวจสอบ ตลอดจนการควบคุมกระบวนการผลิตต่างๆ ในโรงงาน ซึ่งการทํางานของระบบคอมพิวเตอร์มีการทํางานซับซ้อน เพื่อให้การดําเนินการต่างๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพหรือมีการดําเนินการที่ต่อเนื่อง จําเป็นต้องอาศัยช่างติดตั้งระบบคอมพิวเตอร์ดําเนินการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการ ตรวจสอบ แก้ไขปัญหา และดูแลรักษาระบบคอมพิวเตอร์ ให้สามารถทํางานได้ตามปกติ เพราะฉะนั้นอาชีพนี้จึงยังเป็นอาชีพที่ตลาดแรงงานยังคงมีความต้องการอยู่ในระดับสูง
ระบบคอมพิวเตอร์ประกอบด้วยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หลายประเภททำงานร่วมกัน โดยมีคำสั่งหรือที่เรียกว่าโปรแกรมเป็นตัวสั่งการให้อุปกรณ์เหล่านั้นทำงานได้ตามที่มนุษย์ต้องการ ดังนั้นเมื่อกล่าวถึงระบบคอมพิวเตอร์สิ่งสำคัญของระบบจึงได้แก่ ฮาร์ดแวร์(hardware) ซอฟต์แวร์(software) และบุคลากร(Peopleware) นั่นคือ เครื่องคอมพิวเตอร์จะทำงานได้ต้องประกอบด้วยองค์ประกอบ 3 ประการ คือ
ฮาร์ดแวร์ (Hardware) หมายถึง ส่วนประกอบ โครงสร้าง รวมถึงอุปกรณ์ต่อพ่วงที่สนับสนุนการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ต่าง ๆ เหล่านี้มนุษย์สามารถมองเห็นและสัมผัสได้ หน้าที่ของฮาร์ดแวร์ก็คือ ทำงานตามคำสั่งควบคุมการทำงานต่างๆ ที่มนุษย์เป็นผู้สร้างขึ้นเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ แบ่งออกเป็นส่วนประกอบดังนี้


1. หน่วยรับข้อมูล (Input unit) เป็นอุปกรณ์รับเข้า ทำหน้าที่รับโปรแกรมและข้อมูลเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์รับเข้าที่ใช้กันเป็นส่วนใหญ่ คือ แป้นพิมพ์ ( Keyboard ) และเมาส์ ( Mouse) นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์รับเข้าอื่น ๆ อีก ได้แก่ สแกนเนอร์ ( Scanner) วีดีโอคาเมรา (Video Camera) ไมโครโฟน (Microphone) ทัชสกรีน (Touch screen), แทร็คบอล (Trackball), ดิจิตเซอร์ เทเบิ้ล แอนด์ ครอสแชร์ (Digiter tablet and crosshair)
2. หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit) หรือเรียกโดยทั่ว ๆ ไปว่า CPU ซึ่งถือว่าเป็นสมองของระบบคอมพิวเตอร์

3. หน่วยความจำภายใน (Primary Storage Section หรือ Memory) เป็นหน่วยความจำที่อยู่ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ที่สามารถติดต่อกับหน่วยงานอื่น ๆ

ซอฟแวร์ (Software) คือ คำสั่ง หรือชุดคำสั่ง ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ และเป็นส่วนที่ทำให้ผู้ใช้คอมพิวเตอร์กับเครื่องคอมพิวเตอร์ (ฮาร์ดแวร์) สามารถสื่อสารกันได้ ทั้งนี้อาจแบ่งซอฟต์แวร์ตามหน้าที่ของการทำงานได้ดังนี้
1. โปรแกรมจัดระบบ (System Software) คือ ชุดคำสั่งหรือโปรแกรมที่ควบคุมการทำงานของคอมพิวเตอร์ เป็นสื่อกลางระหว่างโปรแกรมประยุกต์กับเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อช่วยในการจัดการทรัพยากรของคอมพิวเตอร์ ได้แก่ โปรแกรมควบคุมเครื่อง ระบบปฏิบัติการ เช่น DOS, Windows, Os/2, Unix
2. โปรแกรม์ประยุกต์ (Application Software) คือ ชุดคำสั่งหรือโปรแกรมที่เขียนขึ้นมาเพื่อให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานตามที่ผู้ใช้ต้องการ ได้แก่ โปรแกรมสำเร็จรูปต่าง ๆ
– โปรแกรมจัดระบบฐานข้อมูล เช่น Microsoft Access Oracle
– โปรแกรมพิมพ์เอกสาร เช่น Microsoft Word
– โปรแกรมสร้าง Presentation เช่น Microsoft Power Point
– โปรแกรมช่วยสอน (CAI – Computer Aids Intrruction )
– โปรแกรมคำนวณ เช่น Microsoft Excel
3. โปรแกรมอรรถประโยชน์ (Utility Software) เป็นโปรแกรมที่ใช้เครื่องมีในการช่วยให้การใช้งานคอมพิวเตอร์มีความคล่องตัวขึ้น และสามารถแก้ปัญหาอันเกิดจากการใช้งานได้ เช่น
– โปรแกรมกำจัดไวรัสคอมพิวเตอร์ เช่น Mcafee, Scan, Norton Anitivirus
– โปรแกรมที่ใช้บีบอัดข้อมูลให้มีขนาดเล็กลง เพื่อให้สามารถคัดลอกไปใช้ได้สะดวก เช่น Winzip เป็นต้น
4. โปรแกรมแปลงภาษา (Language Translater) ใช้ในการสร้างโปรแกรมประยุกต์เพื่อนำไปใช้งานด้านต่างๆ โดยการเขียนชุดคำสั่งเพื่อควบคุมให้คอมพิวเตอร์ทำงาน และใช้โปรแกรมแปลงภาษาดังกล่าวทำหน้าที่แปลงชุดคำสั่งที่สร้างขึ้น (High Level Language) ให้ไปเป็นคำสั่งที่เครื่องคอมพิวเตอร์เข้าใจและปฏิบัติตามได้ (Low Level Language)
พีเพิลแวร์ (People Ware) หรือผู้ใช้ระบบ ในระบบคอมพิวเตอร์ผู้ใช้ส่วนใหญ่เป็นส่วนหนึ่งที่จะก่อให้เกิดผลลัพธ์จากการให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงาน ด้วยเหตุที่ว่ามนุษย์เป็นผู้สร้างชุดคำสั่งหรือโปรแกรมขึ้นมาเพื่อควบคุมการทำงานของเครื่องนั่นเอง ดังนั้นอาชีพช่างติดตั้งระบบคอมพิวเตอร์จึงเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญ
จากข้อมูลเบื้องต้นจะเห็นได้ว่า ระบบคอมพิวเตอร์ประกอบด้วยหลายส่วนเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน ดังนั้น จึงต้องมีช่างติดตั้งระบบคอมพิวเตอร์ดูแลและแก้ไข ทั้ง ซอร์ฟแวร์ และ ฮาร์ดแวร์ คือ ลง Windows และ Programs ให้ตามความต้องการของลูกค้า ซ่อมและแก้ไขปัญหาเรื่องของ อุปกรณ์ คอมพิวเตอร์ที่มีปัญหา ให้ใช้งานได้ปกติ และช่างติดตั้งระบบคอมพิวเตอร์ต้องคอยเข้าไปดูแลลูกค้าเสมอ เพื่อไม่ให้ลูกค้าต้องเสียเวลาอธิบาย โครงสร้าง ระบบ และความต้องการ อีกทั้งช่างติดตั้งระบบคอมพิวเตอร์ต้องเป็นคนให้ความสำคัญในเรื่องของเวลาที่ลูกค้าจะได้รับการบริการเป็นอย่างมากในกรณีที่เกิดปัญหาเร่งด่วน เช่น Server Down หรือ Network ล่มและปัญหาที่วิกฤต ฯลฯ และแก้ไขปัญหาทั่วไป เช่น ต้องการลง Programs เข้า Website ไม่ได้ สั่ง Print ไม่ได้ ฯลฯ
รายละเอียดงานของช่างติดตั้งระบบคอมพิวเตอร์
• ดูแลและซ่อมบำรุงรักษาเครื่องคอมพิวเตอร์ ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน
• ติดตั้งซอฟต์แวร์ และดูแลให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน
• ไม่จำกัดจำนวนครั้งในการเรียกใช้บริการและไม่มีการเก็บค่าบริการเพิ่ม
• เซ็ตอัพระบบ Server และ Network ตามที่ได้ตกลงไว้กับลูกค้า
• เข้าบริการลูกค้าในกรณีฉุกเฉิน 3 – 6 ชั่วโมง
• เข้าบริการลูกค้าในกรณีปัญหาทั่วไปใน 24 ชั่วโมง
• เข้าตรวจเช็คเครื่อง
• ทำการสำรองข้อมูลและ E- Mail ก่อนทำการซ่อมแซมระบบ
• ทำระบบจัดเก็บข้อมูลที่ปลอดภัยให้ฟรี
• มีเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ที่จำเป็นสำรองให้ใช้ระหว่างซ่อม
• ให้คำปรึกษาในการปรับปรุงระบบงานโดยใช้ระบบคอมพิวเตอร์เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
• ลูกค้าที่ใช้บริการ Maintenance ทางไฮเน็ตจะวางระบบให้
• สร้างเครือข่าย และวางระบบ Network Geteway Firewall
• สร้างระบบเชื่อมต่อ ( VPN )ระหว่างสำนักงานใหญ่ ไปที่สาขาหรือโรงงาน
คุณสมบัติของผู้ประกอบอาชีพช่างติดตั้งระบบคอมพิวเตอร์
– สําเร็จการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) หรือประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) สาขาคอมพิวเตอร์ ช่างติดตั้งระบบคอมพิวเตอร์ ต้องเป็นผู้มนุษยสัมพันธ์ดี ทํางานเป็นทีมได้ มีความสามารถในการติดต่อสื่อสาร ร่างกายแข็งแรง ละเอียดรอบคอบ คล่องแคล่ว ว่องไว มั่นใจในตนเองสามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ มีความอดทน ขยันหมั่นเพียร และมุ่งมั่นในการปฏิบัติงาน มีเจตคติที่ดีต่องานอาชีพ ซื่อสัตย์สุจริต มีระเบียบ วินัย และเป็นคนที่มีความยืดหยุ่นในเวลาการทำงาน

การขาดแคลนช่างเชื่อมในประเทศไทย

ช่าง หมายถึง ผู้ที่มีความรู้ความชำนาญในงานช่าง และงานช่างหมายถึง สิ่งที่เป็นผลผลิตที่เกิดจากการทำงานของช่างโดยงานช่างแบ่งออกได้เป็นหลายสาขา เช่น ช่างไม้ ช่างไฟฟ้า ช่างโลหะ ช่างยนต์ ช่างประปา ช่างโทรศัพท์ ช่างอิเล็กทรอนิกส์

การเชื่อม (Welding) เป็นกระบวนการที่ใช้สำหรับต่อวัสดุ ส่วนใหญ่เป็นโลหะและเทอร์โมพลาสติก โดยให้รวมตัวเข้าด้วยกัน ปกติใช้วิธีทำให้ชิ้นงานหลอมละลาย และการเพิ่มเนื้อโลหะเติมลงในบ่อหลอมละลายของวัสดุที่หลอมเหลว เมื่อเย็นตัวรอยต่อจะมีความแข็งแรง บางครั้งใช้แรงดันร่วมกับความร้อน หรืออย่างเดียว เพื่อให้เกิดรอยเชื่อม ซึ่งแตกต่างกับการบัดกรีอ่อน และการบัดกรีแข็ง ซึ่งไม่มีการหลอมละลายของชิ้นงาน มีแหล่งพลังงานหลายอย่างสำหรับนำมาใช้ในการเชื่อม เช่น การใช้เปลวไฟแก๊สอ็อกซิเจน, การอาร์กโดยใช้กระแสไฟฟ้า, ลำแสงเลเซอร์, การใช้อิเล็คตรอนบีม, การเสียดสี, การใช้คลื่นเสียง เป็นต้น ในอุตสาหกรรมมีการเชื่อมในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน เช่นการเชื่อมในพื้นที่โล่ง, พื้นที่อับอากาศ, การเชื่อมใต้น้ำ, การเชื่อมในพื้นที่อันตราย เช่น ถังเก็บน้ำมันขนาดใหญ่, ภายในโรงงานผลิตสารเคมี และวัตถุไวไฟ การเชื่อมมีอันตรายเกิดขึ้นได้ง่าย จึงควรมีความระมัดระวังเพื่อป้องกันอันตราย เช่น เกิดจากกระแสไฟฟ้า, ความร้อน, สะเก็ดไฟ, ควันเชื่อม, แก๊สพิษ, รังสีอาร์ค, ชิ้นงานร้อน, ฝุ่นละออง

ปัจจุบัน งานช่างเชื่อม Welding เป็นที่ต้องการของตลาด แต่ไม่มีคนอยากเรียน เปิดรับ 40 คน มีคนมาสมัครเรียนแค่ 8 คน เพราะเป็นสาขาที่เรียนหนัก พอจบออกไปก็ต้องทำงานกลางแจ้ง บางคนมองว่า เรียนหนัก งานก็หนักตามไปด้วย ผู้ปกครองหลายคนก็ไม่นิยมส่งลูกเรียนสาขานี้ ทั้งๆ ที่จบออกไปมีงานทำและมีรายได้ดีอย่างแน่นอน เพราะเป็นสาขาขาดแคลน ที่สำคัญตลาดยังต้องการอีกมาก

ประธานคณะกรรมการบริหารองค์การนักวิชาชีพในอนาคตแห่งประเทศไทย ระดับชาติ ได้กล่าวเอาไว้ว่า ทั่วประเทศมีข้อมูลว่าตลาดมีความต้องการช่างเชื่อม Welding ถึง 3 แสนคน แต่กำลังผลิตทั่วประเทศมีเพียง 2 หมื่นคนเท่านั้น สาขาวิชานี้จึงขาดแคลน เพราะการก่อสร้างและอุตสาหกรรมเกือบทุกชนิดล้วนต้องการช่างเชื่อม Welding เนื่องจากสิ่งปลูกสร้างทุกวันนี้ใช้เหล็กเป็นส่วนใหญ่ ไม่ใช่แค่ช่างเชื่อมที่ขาดแคลน ช่างก่อสร้าง ช่างไม้ก็ขาดแคลน เพราะนักเรียนนิยมเรียนช่างยนต์และช่างไฟฟ้ามากกว่า

วิธีการแก้ไขปัญหานี้คือภาคเอกชนจะต้องร่วมมือกับสถาบันการศึกษา ทำความเข้าใจกับนักเรียนและผู้ปกครองถึงโอกาสความก้าวหน้าและรายได้ของผู้ที่เรียนช่างเชื่อม Welding ที่สำคัญสถานศึกษาต้องร่วมกับภาคเอกชนทำหลักสูตรที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และเปิดโอกาสให้นักเรียนเข้าร่วมการแข่งขันต่างๆ หลากหลายเวทีเพื่อทักษะและประสบการณ์ให้แก่ผู้เรียน เมื่อสำเร็จการศึกษาออกไปก็พร้อมทำงานได้ทันที

จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่างานเชื่อมเป็นงานที่ต้องใช้ความรู้เฉพาะทาง ดังนั้น การจะเป็นช่างเชื่อมได้ต้องเป็นคนที่เรียนมาเฉพาะสาขา นั่นก็คือสาขาวิชาการเชื่อม

คุณสมบัติของศึกษาสาขาวิชา

1.ชื่นชอบงานเชื่อมโลหะและงานเชื่อมต่าง ๆ 2. มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ 3. มีสายตาดี  4. มีความละเอียดรอบคอบ  5. มีความขยันหมั่นเพียร  6. มีความอดทนสูง  7. อื่น ๆ

แม้ว่าคุณสมบัติของการเรียนต่อช่างเชื่อม Welding อาจจะมีไม่มากนักแต่ วิชาช่างเชื่อม Welding ในระดับอาชีวะศึกษากำลังค่อยๆ สูญหายไปจากประเทศไทย เพราะนักศึกษาสนใจเข้าเรียนในวิชาชีพนี้น้อยลงเรื่อยๆ บางวิทยาลัยถึงกับปิดสาขา เปลี่ยนชื่อสาขาวิชา ถ้าไม่มีนักศึกษาก็ปล่อยให้ Welding Shop ร้างไป

แนวทางการศึกษาในระดับสูง

  1. ปวช. สาขาช่างเชื่อม ปวส. สาขาช่างช่างเชื่อม  3. ปริญญาตรี/ คณะวิศวกรรมศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับสาขางานเชื่อม / สาขาวิศวกรรมอุตสาหการ / ครุศาสตร์เกี่ยวกับการสอนสายอาชีพ และสายอื่น ๆ ที่เปิดโอกาสให้ผู้สนใจทั่วไปสมัครเรียน  4. ปริญญาโท  5. ปริญญาเอก

ทัศนคติความเชื่อของคนไทยส่วนใหญ่ที่นิยมให้ลูกหลานต้องเรียนจบปริญญาตรีถึงจะประสบความสำเร็จมีหน้าที่การงานที่ดี  และเชื่อว่าเส้นทางเดินของการศึกษาต่อสาขาช่างเชื่อม Welding  อาจจะแคบ ไม่สามารถเรียนให้จบปริญญาตรีได้ ส่งผลต่อตลาดแรงงานช่างเชื่อมมาก ซึ่งในความเป็นจริงงานเชื่อมนั้นสามารถทำกันจนถึงระดับปริญญาเอก ความเชื่อให้ลูกหลานเรียนจนจบปริญญาตรีนี้ไม่ได้ส่งผลต่อสาขาวิชาช่างเชื่อม Welding อย่างเดียว แต่ส่งผลถึงทุกสาขาอาชีวะเลย  เมื่อเรียนอาชีวะจบหลักสูตร กลุ่มที่ได้เกรดการเรียนดีๆ ก็จะสามารถเรียนต่อในระดับปริญญาตรีได้ ส่วนกลุ่มนักเรียนที่เรียนต่อไม่ไหวหรืออยากทำงานไปก่อนจะมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้น

ส่วนรายได้ของช่างเชื่อม Welding นั้น จะได้ค่อนข้างดี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับฐานเงินเดือนบริษัทนั้นๆ ด้วยว่าจะให้ฐานเงินเดือนเท่าไหร่และโอทีต่อชั่วโมงเท่าไหร่ แต่โดยส่วนมากฐานเงินเดือนก็จะอยู่ประมาณ 15,000 บาท ไม่รวมโอที ดังนั้น ถ้ารวมโอทีด้วยรายได้ต่อเดือนอาจจะถึง 30,000บาท แต่ในงานเชื่อมบางงานที่ต้องใช้ฝีมือสูงอาจจะไม่ได้ได้ค่าจ้างเป็นเดือน แต่ได้เป็นชิ้นๆ ไป  แต่หากช่างเชื่อมที่ได้เข้าไปทำงานในบริษัทญี่ปุ่น ฐานเงินเดือนก็จะต่างจากนี้มาก  และหากได้รับโอกาสไปเป็นช่างเชื่อมที่ต่างประเทศเงินเดือนอาจจะถึงหลักแสนด้วยซ้ำ

อันตรายจากงานเชื่อม

งานเชื่อมแม้จะเป็นงานที่รายได้ดี แต่คนส่วนใหญ่ก็กลัวอันตรายจากควันเชื่อม เนื่องจากมีความเสี่ยงจะมีปัญหาโรคทางเดินระบบหายใจร้ายแรง ระบบประสาทและระบบสืบพันธุ์ บางงานวิจัยยังกล่าวอีกว่าควันจากงานเชื่อมอาจเป็นสาเหตุให้เกิดโรคมะเร็งปอดและทำลายระบบประสาทเนื่องจากควันเชื่อม มีนิกเกิ้ล โครเมียมและแมงกานีสผสมอยู่ ดังนั้นช่างเชื่อม Welding ต้องมีความเคร่งครัดในการสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันควันจากการเชื่อมด้วย

หาพนักงาน การหาบุคคลที่ได้จะรับการว่าจ้างจากนายจ้าง

การหาพนักงานคือการหาบุคคลที่ได้จะรับการว่าจ้างจากนายจ้างให้ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจง เมื่อหาพนักงานได้พนักงานได้รับการว่าจ้างจากนายจ้างหลังจากผ่านกระบวนการคัดเลือก และสรรหาพนักงาน โดยอาจพิจารณาที่แอพพลิเคชันและผลการสัมภาษณ์ เพื่อให้รับการคัดเลือกให้เป็นพนักงาน การเลือกหรือการสรรหาพนักงานนี้เกิดขึ้นหลังจากที่นายจ้างเห็นว่าผู้สมัครเป็นผู้สมัครที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่สุดในการทำงาน โดยพนักงาน แต่ละคนมีงานเฉพาะที่จะบรรลุผลตามที่กำหนดโดยรายละเอียดงาน

ในองค์กรจะมีผู้รับผิดชอบ กระบวนการสรรหาพนักงาน และวางแผนการพัฒนาพนักงาน โดยจะกำหนดงานของพนักงานและความคาดหวังในการปฏิบัติงานของพนักงาน ซึ่งช่วยพนักงานตั้งเป้าหมายและติดตามผลการปฏิบัติงาน นอกจากนี้ระบบการจัดการประสิทธิภาพควรจะช่วยให้พนักงานสามารถพัฒนาทักษะที่ต่อเนื่องและใช้เส้นทางอาชีพได้ ลดอัตราการ Turnover ของพนักงานและการสรรหาพนักงานซ้ำซ้อน พนักงานจะทำงานภายในแผนก เช่นการตลาดหรือทรัพยากรบุคคล พนักงานจะมีสายบังคับบัญชา เจ้านายที่ต้องใช้เวลาในการควบคุมจากผู้จัดการหรือผู้บังคับบัญชาโดยปกติ พนักงานควรมีความคาดหวังว่าจะได้รับงานที่เหมาะสมจากผู้จัดการ พนักงานยังมีเพื่อนร่วมงานที่ต้องทำงานร่วมกันซึ่งได้ผ่านกระบวนการการสรรหาพนักงานแล้ว การทำงานร่วมกันทำให้การทำงานของแผนกเป็นการทำงานที่สมบูรณ์ โดยนายจ้างจะต้องจัดหาเครื่องมือและอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการทำงานเช่นคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ โทรศัพท์มือถือ แล็ปท็อปโต๊ะและวัสดุสิ้นเปลือง โดยในองค์กรที่มีการคิดล่วงหน้าพนักงานจะได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริหาร เช่น ผลตอบแทนและการรับรู้รวมทั้งผลประโยชน์อื่นที่เป็นประโยชน์

หลายๆ บริษัทอาจจะกำลังประสบปัญหาพนักงานลาออกบ่อย ทำงานได้ไม่นานก็ลาออก บางทีกำลังเริ่มทำงานเป็นแล้วก็ลาออก บางคนถูกซื้อตัวไป ถูกล่าตัวไป ทำอย่างไรดี เราจะลองมาวิเคราะห์กันว่า พอจะมีวิธีใดบ้างที่จะช่วยให้การเริ่มหาพนักงาน หรือสกรีนพนักงานในเบื้องต้น แล้วได้พนักงานที่ทำงานอยู่กับบริษัทไปนานๆ

ปัจจัยในการหาพนักงาน ให้เริ่มที่ทัศนคติก่อนดูที่ประสบการณ์หรือความสามารถ  หลายครั้งที่บริษัทหาพนักงานโดยดูที่ประสบการณ์หรือความสามารถก่อน เพราะไม่อยากเสียเวลาสอนงานให้ หรือ ไม่มีเวลาที่จะสอนงานให้ ทำให้บริษัทได้คนที่ทำงานได้ทันที แต่ลืมมองด้านทัศนคติของพนักงานคนนั้นๆ ว่า ไปในทางเดียวกับบริษัทหรือผู้บริหารหรือไม่  เมื่อเวลาผ่านไป พนักงานที่สรรหามานั้นจะรู้สึกว่า ทัศนคติหรือความคิดของตนนั้น ไม่ได้ไปทางเดียวกันกับบริษัท ทำให้กำลังใจในการทำงานลดลง เมื่อมีงานใหม่ๆ ที่น่าสนใจกว่า จึงเปลี่ยนงานกันบ่อย หากบริษัทหาพนักงานที่อาจจะมีประสบการณ์ไม่เพียงพอ แต่มีทัศนคติตรงกัน หากหวังผลในระยะยาวในการนำพาองค์กรไปข้างหน้าในอนาคต จึงต้องยอมแลกกับการต้องยอมสละเวลาเพิ่มการสอนงานให้กับพนักงานใหม่ ปัจจัยต่อมาคือระยะทางจากบ้านมาที่ทำงาน หรือ ระยะเวลาเดินทางมาทำงาน เป็นตัวช่วยในการหาพนักงานใหม่ จากข้อมูลทางสถิติที่พบเห็นได้บ่อย ผู้สมัครงานหรือพนักงานส่วนใหญ่ที่ตัดสินใจลาออกเร็ว มีแนวโน้มที่จะใช้เวลาเดินทางไปกลับจากบ้านไปที่ทำงาน เกินกว่า 2 ชั่วโมง แต่อาจจะเป็นไปได้ว่า ในระหว่างการทำงานอาจต้องพบกับปัญหาบางอย่าง ทำให้ตนเองหมดกำลังใจในการทำงานลง ประกอบกับที่ทำงานอยู่ไกล ทำให้ไม่อยากไปทำงาน เป็นสาเหตุหนึ่งให้ลาออกได้ง่าย ปัจจัยต่อมาคือ อายุพนักงานของหน่วยงานหรือทีมงานที่จะร่วมงานด้วย ก็มีส่วนในการหาพนักงานที่เหมาะสม คนในวัยที่แตกต่างกันมาก เกินกว่า 20 ปี อาจจะทำให้แนวคิดในการทำงานต่างกันมาก ที่เราเคยได้ยินบ่อยๆ ว่า คน Gen-Y Gen-X Babyboomer ความแตกต่างทางความคิดนั้นมีผลต่อการทำงานเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นในการหาพนักงาน ควรจะใช้ปัจจัยนี้ในการหาพนักงาน ที่อยู่ในวัยใกล้เคียงกัน จะมีแนวโน้มในการทำงานร่วมกันได้นานกว่า

ในปัจจุบันงานหนักอาจจะไม่ใช่ปัญหา สำคัญคืองานต้องเป็นระบบ พนักงานใหม่จะมองข้อนี้สำคัญการหาพนักงานใหม่นั้น ควรจะระบุขอบเขตการทำงานที่ชัดเจน ตั้งแต่การเปิดหาพนักงาน หรือ แจ้งตอนสัมภาษณ์งาน เพื่อให้พนักงานทราบ และเมื่อรับเข้ามาทำงานแล้ว มีการเปลี่ยนแปลงงาน หรือเพิ่มลดขอบเขตการทำงาน ควรจะแจ้งและทำความเข้าใจกับพนักงานทุกๆครั้ง อีกทั้งบริษัทควรจัดการงานให้เป็นระบบ หรือให้พนักงานมีส่วนร่วมในการทำระบบ เพื่อให้พนักงานทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีสมาธิกับตัวงานจริงๆเท่านั้น งานหนักแค่ไหน พนักงานก็ไม่หวั่น อีกทั้งต้องมีการวัดผลหรือวิธีประเมินผลการทำงานที่ชัดเจน จะช่วยในการหาพนักงานดีๆได้ การแจ้งให้พนักงานใหม่ทราบถึงวิธีการประเมินผลการทำงาน หรือ KPI ที่เป็นรูปธรรมนั้น จะทำให้พนักงานรู้ว่า ตนเองต้องทำงานให้ได้ผลงานแบบใด ซึ่งจะทำให้เกิดกำลังใจในการทำงาน และเขาจะอยู่กับบริษัทได้นานกว่า เมื่อสามารถทำงานได้ตามการประเมินผลที่บริษัทตั้งขึ้นมาได้

คุณสมบัติอันพึงประสงค์ของบริษัทในการสรรหาพนักงาน เริ่มด้วยพลังของความกระตือรือร้น การขับเคลื่อนไปข้างหน้า และริเริ่มสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ผู้สมัครที่มีความกระตือรือร้นในตัวเองสูง มักจะทำสิ่งต่างๆ ได้มากกว่าที่องค์กรกำหนดหรือคาดหวัง ลองให้ผู้สมัครเล่าถึง ประสบการณ์ในการทำงาน ที่เขาคิดว่าเป็น ผลงานชิ้นโบว์แดง อันเกิดมาจากความคิดริเริ่มของเขาเอง หรือ หากผู้สมัครเพิ่งจบการศึกษาและยังไม่เคยทำงานที่ไหนมาก่อนก็อาจให้ผู้สมัครยกตัวอย่างกิจกรรมหรือโครงการ ที่ตนเองได้ริเริ่มขึ้นและรู้สึกภูมิใจ มาสัก 2-3 ตัวอย่าง ต่อมา เป็นแนวโน้มของผลการปฏิบัติงานที่ผ่านมา เป็นการคาดการณ์แนวโน้มความสำเร็จในอนาคต โดยประเมินจากโครงการหรืองานที่เขาภูมิใจที่สุด สัก 2-3 อย่างในอดีต ที่สามารถวัดผลได้ชัดเจน และสำเร็จในเวลาที่กำหนด หากผลงานในอดีตของผู้สมัครมีความโดดเด่น และใช้ความมุมานะ พยายามอย่างมาก เพื่อจะได้สิ่งนั้นมา จงให้คะแนนสูง อย่างไรก็ตาม ถ้าผู้สมัคร 2 คน มีประสบการณ์ในการทำงานด้านการตลาด มาเป็นเวลา 10 ปีเหมือนกัน แต่ผู้สมัครคนแรก แสดงให้เห็นว่า มีผลงานที่โดดเด่น และมีการเติบโตในสายงาน เช่นได้รับการเลื่อนตำแหน่ง หรือ ได้รับความไว้วางใจให้ทำงานใหญ่ ในขณะที่ผู้สมัครคนที่สอง ยังทำงาน “ย่ำอยู่กับที่” ในที่นี้ ผู้สัมภาษณ์ควรให้คะแนน กับผู้สมัครคนแรกที่มีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่องและสร้างผลงานที่โดดเด่น จากนั้นจึงคำนึงถึงคุณสมบัติด้านการศึกษา และประสบการณ์ตรงในสายงาน เพราะในบางตำแหน่งงานจะให้ความสำคัญกับคุณค่าของ การศึกษาค่อนข้างมาก เช่น ตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับสายงานวิชาการ หรือ ตำแหน่งที่ต้องใช้ความรู้สายตรง เช่นแพทย์, นักบัญชี, นักกฎหมาย, อาจารย์ เป็นต้น ทักษะในการวิเคราะห์และแก้ไขปัญหา เป็นสิ่งสำคัญผู้สัมภาษณ์อาจวัดทักษะนี้ของผู้สมัครโดยสมมุติปัญหาขึ้นมาสัก 1 เรื่อง แล้วให้ผู้สมัครลองเสนอแนะมุมมอง แนวคิด และวิธีการแก้ไขปัญหา ในสถานการณ์เช่นนี้ เราสามารถประเมินผู้สมัครใน 3 ทักษะ อันได้แก่ ทักษะทางเทคนิค (เฉพาะด้าน), ทักษะการวิเคราะห์ปัญหาอย่างเป็นระบบ และ ทักษะในการแก้ปัญหาเพื่อให้ผลลัพธ์ที่ปฏิบัติได้จริง การวางแผนและการบริหารจัดการ จะดูที่ดูความเป็นผู้นำของผู้สมัคร โดยให้ผู้สมัครเล่าถึง ประสบการณ์ในการวางแผนงาน และการบริหารจัดการคนที่มีขนาดของโครงการหรือทีมงานที่ใกล้เคียงกับที่เราต้องการ และวิเคราะห์ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ต่อมาเป็นทักษะในการทำงานร่วมกับผู้อื่น และความสามารถในการสร้างแรงจูงใจ เป็นการประเมินทักษะของผู้สมัครในการทำงานร่วมกับผู้อื่นในบทบาทของทั้ง “ผู้นำ” และ “ผู้ตาม” ซึ่งทั้งสองมิตินี้มีความแตกต่างกัน กล่าวคือ ในมิติแรก ผู้สมัครจะต้องใช้ “ภาวะผู้นำ” ที่จะทำให้ทุกคนในทีมยอมรับ และผลักดันให้งานสำเร็จได้ตามกำหนดเวลา ในอีกมิติหนึ่ง ผู้สมัครจะต้องมีความสามารถในการโน้มน้าว จูงใจ และทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมงานอื่นๆ ทั้งในและนอกแผนกได้อย่างราบรื่น และลุล่วง ความเชื่อถือได้ และมีจริยธรรม โดยทั่วไป ผู้สัมภาษณ์มักให้ผู้สมัครเล่าถึงงานที่ได้รับมอบหมายในอดีตจากผู้บังคับบัญชา เพื่อพิจารณาดูว่า ผู้สมัครได้รับความไว้วางใจจากผู้บังคับบัญชามากเพียงใด หรืออาจให้ผู้สมัครเล่าถึงสถานการณ์ที่ทำให้ตัดสินใจเปลี่ยนงานในแต่ละครั้ง รวมทั้งถามถึงทัศนคติของผู้สมัครถึงบุคคลที่เป็น  ต้นแบบที่ผู้สมัครอยากร่วมงานด้วย ผู้สมัครที่ทำให้ผู้สัมภาษณ์รู้สึกว่า หัวหน้ากล้าที่จะมอบหมายงานที่สำคัญหรืองานที่เป็น ความลับให้ทำได้จะได้คะแนนสูง และให้คะแนนน้อยกับผู้สมัครที่พยายามตอบคำถามปกปิดความเป็นตัวตนที่แท้จริงหรือ ให้คำตอบที่ฟังดูแปลก ๆและไม่สอดคล้องกัน และสุดท้าย บุคลิกภาพและความเหมาะสมกับวัฒนธรรมองค์กร เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะถึงแม้ผู้สมัครจะมีทักษะ และความรู้ความสามารถที่เหมาะสมกับงาน ตามที่กล่าวมาแล้ว แต่ถ้าขาดคุณสมบัติในข้อนี้ ก็ไม่ควรรับเข้าทำงาน เพราะหากรับเข้ามาแล้ว ก็จะทำงานอยู่กับองค์กรได้ไม่นาน เพราะ “บุคลิกภาพ” หรือ “สไตล์การทำงาน” ไม่สอดคล้องกับวัฒนธรรมและค่านิยมขององค์กรเท่ากับว่า องค์กรต้องสูญเสียทั้ง เวลาและ ค่าใช้จ่ายไปกับการสอนงานคนๆนั้นในขณะที่เขาพร้อมที่จะไปได้ทุกเมื่อ

รับออกแบบ สั่งทำการ์ด ทุกรูปแบบทุกเทศกาล

ด้วยความเชียวชาญด้านงานพิมพ์ที่มีประสบการณ์การจัดทำ ผลิต และจัดจำหน่ายมาเป็นระยะเวลายาวนาน ทำให้ลูกค้าจากทั่วประเทศต่างไว้ใจ สั่งทำการ์ด กับทางโรงพิมพ์ของเรา คุณจะสามารถมั่นใจได้ว่างานพิมพ์ที่คุณสั่งทำนั้นจะออกมาสวยงามและสมบูรณ์แบบตามที่คุณได้คาดหวังไว้ เรามีทีมงานมืออาชีพคอยให้คำปรึกษารายละเอียดทุกขั้นตอนและกระบวนการ เพื่อให้ผลงานออกมาตรงตามความต้องการของลูกค้ามากที่สุด การ สั่งทำการ์ด โรงพิมพ์ของเราทำงานด้วยความประณีต ละเอียดอ่อน เพื่อให้ได้งานที่คุณสั่งทำออกมาเป็นระดับพรีเมี่ยมสวยสมบูรณ์แบบไม่เหมือนใคร สำหรับงานสำคัญของคุณที่สั่งทำไม่ว่าจะเป็นการ สั่งทำการ์ด การ์ดเชิญในงานพิธีต่างๆ หรือจะเป็นการ์ดใดๆ ก็ตามแต่ โรงพิมพ์ของเราสามารถผลิตสินค้าทำให้คุณได้ ด้วยทีมงานของเรามีการคัดสรรวัสดุทุกชิ้นในกระบวนการการพิมพ์ที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน คุณสามารถไว้ใจและเลือกลายกระดาษ สีสัน ได้เองตามความคิดที่คุณต้องการได้ด้วยมือของคุณเอง

ขั้นตอนกระบวนการการผลิตจัดทำการ สั่งทำการ์ด ตัวเอกสารบางอย่างอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา บริษัทหรือองค์กรของคุณอาจไม่จำเป็นต้องพิมพ์งาน ในปริมาณสินค้าจำนวนที่เกินความพอดี ไม่เหมือนอย่างการพิมพ์ในระบบอ็อฟเซ็ต ที่คุณอาจจะไม่จำเป็นต้องเสียพื้นที่ ในการจัดทำเก็บเอกสารไม่ต้องทิ้งเอกสารที่ไม่ใช่อีกต่อไป ทางโรงพิมพ์ของเราใช้ระบบการพิมพ์ที่จะทำให้คุณ สามารถพิมพ์งานของคุณได้ตามจำนวนที่ต้องการได้ง่ายและสะดวก ไม่ว่าจะเป็นจำนวน 1 เล่ม หรือ จำนวนกี่เล่มก็ตามแต่ ดังนั้นคุณไม่จำเป็นต้องพิมพ์งานหรือเอกสารที่ไม่จำเป็นเผื่ออีกต่อไป คุณสามารถประหยัดต้นทุนได้ทั้งเงินและทรัพยากรบุคคลอีกด้วย การ สั่งทำการ์ด เพื่อรักษาชื่อเสียงขององค์กร หรือแบรนด์ของ สินค้าต่างๆ นั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมาก สื่อทางด้านการ์ดที่ถูกสั่งผลิตออกไปก็เปรียบเสมือนเป็นหน้าเป็นตาและเป็นตัวแทนของบริษัทองค์กรของเราเช่นกัน ดั้งนั้นการเลือกและคัดสรรค์โรงพิมพ์ที่ได้มาตรฐานการผลิตของงานที่ผลิตออกไปแต่ละตัวสินค้า จึงต้องออกมาดี มีคุณภาพคงเดิมทุกครั้งที่ดำเนินการผลิต งาน สั่งทำการ์ด ที่คุณได้สั่งพิมพ์จากเราไปนั้น คุณสามารถมั่นใจได้เลยว่า นอกจากที่คุณจะได้คุณภาพการผลิตที่ดีที่สุดแล้ว สินค้าที่ผลิตออกมายังได้มาตรฐานเหมือนเดิมทุกครั้งที่คุณสั่งพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็นวันนี้หรือวันไหนก็ตาม

โรงพิมพ์ของเราพร้อมสร้างสรรค์งานของคุณให้ออกมา มีคุณภาพเอกสารเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง เมื่อคุณ สั่งทำการ์ด กับทางเรา เรามีบริการรับปรึกษาและคิดออกแบบการ์ดให้ฟรี ด้วยเจ้าหน้าที่ออกแบบดีไชน์ของเรา ระดับมืออาชีพที่มีประสบการณ์ คุณสามารถมั่นใจที่จะกำหนดแบบการ์ดตามเทศกาลต่างๆ ของคุณเองได้ หรือในกรณีที่คุณอาจเคยเห็นตัวอย่างแบบการ์ดสวย ๆ ที่ใดก็สามารถให้เราทำตามแบบที่กำหนดก็ได้ ไม่มีปัญหาการ สั่งทำการ์ด ออกแบบให้เข้ากับบุคลิกภาพ ไลฟ์สไตล์ทั้งของผู้ให้และผู้รับ โดยอาจจะมีภาพถ่ายของผู้ให้ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในปัจจุบัน ซึ่งการ สั่งทำการ์ด  แบบภาพถ่ายด้านหน้าเป็นภาพถ่าย มีโลโก้บริษัทหรือองค์การ เพื่อให้การ์ดเข้ากับบรรยากาศในวันสำคัญที่สุด การ สั่งทำการ์ด นั้นไม่จำเป็นต้องออกแบบเหมือน ๆ กัน โรงพิมพ์ของเรามีผลงานการผลิตมากมายที่สร้างความประทับใจให้แก่ลูกค้าทุกระดับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจึบัน เพราะโรงพิมพ์ของเรารับออกแบบเองด้วยทีมงานมืออาชีพ ใส่ใจทุกขั้นตอนการจัดทำ ไม่ได้ส่งงานของลูกค้าไปให้ที่โรงพิมพ์อื่นให้ออกแบบให้ ดั้งนั้นโรงพิมพ์ของเราเมื่อมีการ สั่งทำการ์ด และออกแบบเสร็จก็ส่งงานให้ลูกค้าตรวจสอบโดยตรง ก่อนการจัดพิมพ์สินค้าจริง (นอกจากนี้โรงพิมพ์ของเราก็พิมพ์งานเองไม่ได้ส่งให้ที่อื่นพิมพ์ให้เช่นกัน) เมื่อมีการพิมพ์งานเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ถึงขั้นตอนการตัด (โรงพิมพ์ของเราก็จะตัดงานเองด้วยเครื่องตัดที่มีความทันสมัย) และปิดท้ายด้วยการแพ็คชิ้นงานเพื่อรอการจัดส่งถึงลูกค้า เพราะเรามีเครื่องมือและทีมงานเพียบพร้อมและที่ครบถ้วน

การ สั่งทำการ์ด ในช่วงเทศกาลต่างๆ นั้น ได้รับความนิยมและผลิตออกมาเป็นจำนวนมาก ทำให้โรงพิมพ์ส่วนใหญ่มีการแข่งขันกันในเรื่องของราคา คุณภาพการ์ดที่ผลิตออกไป ซึ่งส่วนใหญ่แล้วผู้ สั่งทำการ์ด จะสามารถค้นหาโรงงานที่สั่งทำและผลิตงานได้ง่ายจากการตัดสินใจเบื้องต้นในเรื่องของราคาจะต่ำ ซึ่งการ สั่งทำการ์ด ที่ได้รับความนิยมนั้นจะเป็นพวก การ์ดแต่งงาน การ์ดปีใหม่ การ์ดวันเกิด และการ์ดเชิญต่างๆ ถ้าผู้ สั่งทำการ์ด สั่งผลิตออกมาเป็นจำนวนน้อยก็จะได้ราคาที่ค่อยข้างสูง โดยส่วนใหญ่แล้ว สั่งทำการ์ด จะทำการผลิตในจำนวนจำกัดหรือช่วงระยะเวลาสั้นๆ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้การ์ดเทศกาลต่างๆ จึงเป็นสิ่งที่ต้องการอย่างมากในช่วงเทศการนั้นๆ ซึ่งบางคนเป็นนักสะสมการ์ดต่างๆ เนื่องจากการ์ดแต่ละใบมีการออกแบบที่สวยงามและแตกต่างกันออกไป ตามแต่เป้าหมายของนักสะสมแต่ละคนที่มีความชื่นชอบแตกต่างกันออกไป บางคนก็ต้องการเก็บสะสมตามโทนสี บางคนก็ต้องการเฉพาะการ์ดตามเทศกาลนั้นๆ ที่มีการผลิตเป็นจำนวนจำกัดในแต่ละครั้ง  หรือบางคนก็ต้องการเก็บสะสมเฉพาะการ์ดที่มีตัวบุคคลหรือรูปแบบที่ชื่นชอบเท่านั้น และหัวใจที่สำคัญที่สุด คือการแลกเปลี่ยนเพื่อเก็บสะสม ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้การสะสมการ์ดตามเทศกาลต่างๆ นั้นมีความสนุกสนาน มีความท้าทายและเป็นความรู้ผสมความบันเทิงอีกด้วย