ชินคันเซ็น เป็นมากกว่าความเร็ว…!!!

ใครที่เคยไปประเทศญี่ปุ่นหรืออาศัยอยู่ที่ญี่ปุ่น ก็น่าจะเคยได้ใช้บริการรถไฟหัวกระสุนหรือชินคันเซ็นกันมาบ้างแล้ว ซึ่งล่าสุดทางบริษัท Central Japan Railway Company (JR Central) ก็ได้ประกาศอย่างเป็นทางการแล้วว่ารถไฟหัวกระสุนรุ่นใหม่อย่าง Chuo Shinkansen กำลังอยู่ในระหว่างดำเนินการ ซึ่งเราจะขอแนะนำข้อมูลเกี่ยวกับรถไฟสายนี้ให้ทราบกัน รถไฟชินกันเซ็นให้บริการแก่ผู้โดยสารด้วยความเร็วสูงสุด 320 กม./ชั่วโมง แม้ว่าจะสามารถทำความเร็วได้สูงสุดถึง 443 กม./ชั่วโมงในการทดสอบเมื่อปี ค.ศ. 1996 และรถไฟชินกันเซ็นยังทำลายสถิติรถไฟที่วิ่งเร็วที่สุดในโลกด้วยความเร็วถึง 603 กม./ชั่วโมง ในการทดสอบขบวนแม็กเลฟ เมื่อเดือนเมษายน ค.ศ. 2015

จุดเด่นของชินคันเซนไม่ได้มีแค่ความเร็วเท่านั้นแต่ความสะดวกสบายนี่ก็เยี่ยมยอด ความหรูหราจะแบ่งตามคลาสที่นั่งกันไป ความสะอาดก็เลื่องชื่อมีการส่งเจ้าหน้าที่มาทำความสะอาดอยู่ตลอดๆ ความปลอดภัยยิ่งหายห่วงไม่เคยมีกระทั่งรถไฟตกรางหรือรถไฟชนกันเลย ซึ่งรถไฟชินคันเซนเนี่ยจะแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลักๆต่างกันตรงการแวะจอดตามสถานีต่างๆ มีรายละเอียดดังนี้

โนโซมิ (Nozomi) : จะจอดเฉพาะสถานีหลักๆเท่านั้น อย่างเช่น Shinagawa, Shin-Yokohama, Nagoya, Kyoto และ Shin-Osaka เป็นต้น

ฮิคาริ (Hikari) : จะจอดในสถานีหลักเหมือนกับโซมิ แต่มีเพิ่มเติมกับสถานีย่อยอีกหลายแห่ง

โคดามะ (Kodama) : จะทำการจอดในทุกๆสถานีตลอดเส้นทาง อย่างต้นทางโตเกียวปลายทางโอซาก้าก็แวะจอดทั้งหมดประมาณ 16 สถานี

รถไฟชินคันเซ็นเป็นอีกทางเลือกสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวในญี่ปุ่น ใช้เวลาเดินทางไม่นาน ที่นั่งก็สะอาดสอ้านและนั่งสบาย หากต้องการเดินทางไกลอย่างสะดวกสบายหรืออยากเดินทางท่องเที่ยวในประเทศญี่ปุ่น ทุกคนย่อมนึกถึงรถไฟชินคันเซ็น หากใช้บริการรถไฟชินคันเซ็นก็จะสามารถเดินทางได้อย่างสะดวกสบายด้วยที่นั่งสะอาดเอี่ยม การให้บริการก็ครอบคลุมพื้นที่สำคัญๆ ไม่ว่าจะเป็นโตเกียว โอซาก้า เกียวโต โทโฮคุ และคิวชู

ประเภทของที่นั่งก็จะเป็นเป็นตัวแบ่งระดับความหรูหราของที่นั่งตามราคาที่เราต้องจ่าย ซึ่งมีทั้งหมด 4 แบบ มีรายละเอียดดังนี้

  1. ที่นั่งแบบไม่ได้สำรองล่วงหน้า (Unreserved Seat) : เป็นที่นั่งที่ไม่ได้ทำการจองก่อนขึ้น เจอที่ไหนว่างก็สามารถนั่งได้เลย จะมีข้อเสียตรงถ้ามีช่วงนั้นคนเยอะๆอาจไม่มีที่นั่งเอาได้ง่ายๆ หรือถ้ามากันหลายๆคนอาจจะต้องนั่งแยกกันไปตามดวง แต่ข้อดีก็ถือราคาที่ถูกที่สุดในสามประเภทนี้ และก็มีความสะดวกสบายขั้นมาตรฐานครบครัน
  2. ที่แบบต้องสำรองที่นั่งล่วงหน้า (Reserved Seat) : ใครที่ต้องการความชัวร์ว่าจะมีที่นั่งแน่ๆควรเลือกอันนี้ เพราะจองปุ๊บจะมีเลขที่นั่งให้เรียบร้อยไม่ต้องคอยลุ้นในขบวนเวลาขึ้น ราคาก็จะสูงขึ้นมากว่าที่นั่งแบบไม่ได้สำรองล่วงหน้า (Unreserved Seat) แต่มีราคาขึ้นอยู่กับซีซั่นด้วยหากไฮท์ซีซั่นนี่จะแพงกว่าโลว์ซีซั่นอยู่พอสมควร ปกติแล้วจะแตกต่างกันประมาณ 500 เยนได้
  3. ที่นั่งชั้นพิเศษ (Green Car seats) : ถ้าเปรียบเทียบกับเครื่องบินก็จะประมาณชั้น business ที่หรูพอตัว ความกว้างจะมากขึ้นกว่าอีกสองอันที่ผ่านมา ปรับเอนนอนได้ มีบริการเครื่องดื่มและผ้าเย็น (หรือร้อนตามฤดูกาล) เหมาะกับปลายทางนานๆอยากนอนสบายๆ แต่ต้องทำใจกับราคาที่สูงพอตัวต่างกับอีกสองที่นั่งประมาณ 5,000 – 6,000 เยน
  4. ที่นั่งชั้นเฟิร์สคลาส (Gran Class) : อยากสัมผัสความหรูระดับเฟิร์สคลาสนี่ไม่ใช่ทุกขบวนจะมีต้องเช็กดีๆ หลักแล้วๆจะมีที่สายไปภูมิภาคโทโฮคุ แน่นอนว่าที่นั่งนี่นั่งสบายสุดๆ หรูหราไม่แพ้เครื่องบินก็ว่าได้ ปรับเอนนอนสบาย พร้อมบริการเสริมพิเศษอีกเพียบไม่ว่าจะเป็น ผ้าห่ม ผ้าปิดตา บริการน้ำดื่ม สาเก และอาหารกล่องเบนโต เรียกได้ว่าบริการและความหรูจัดเต็ม ราคาก็ไม่ห่างจากที่นั่งชั้นพิเศษ (Green Car seats)มาก ถ้ามีแล้วต้องลองสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษนี้ก็ควรลองซักครั้ง

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *